พบผู้ป่วยใหม่แค่ 28 ไทยมีลุ้น กลับบ้านอีก 70 คน

พบผู้ป่วยใหม่แค่ 28 ไทยมีลุ้น กลับบ้านอีก 70 คน

พบผู้ป่วยใหม่แค่ 28 ไทยมีลุ้น กลับบ้านอีก 70 คน

ไทยใจชื้น ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ลดลงอีกเพียง 28 ราย โดยมีคนป่วยรักษาหายเพิ่มอีก 70 คน ทำให้ยอดคนหายป่วยสะสม 1,288 ราย เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยสะสม ขณะที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอีก 2 ทำให้ยอดตายสะสม 40 ศพ แต่น่าห่วงผู้เสียชีวิตอายุต่ำกว่า 60 ปี แต่มีโรคประจำตัว ทำให้อาการทรุดเร็ว อึ้ง! ขสมก.เพิ่งยอมรับ คนขับรถเมล์ 140 ติดโควิด-19 เสียชีวิต ทั้งที่มีอาการป่วยมาตั้งแต่ต้น เม.ย. อ้างมีกลุ่มเสี่ยงแค่ 9 คน กักตัวแล้ว ขณะที่สาธารณสุข เตือนฝนมายิ่งต้องระวังมากขึ้น ห่วงความชื้นทำเชื้ออยู่ได้นานขึ้น ส่วนการพัฒนาวัคซีนก็เริ่มมีความหวัง ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ จีน ต่างเร่งมือทดสอบเต็มที่

หลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบรุนแรง ในไทยมากว่าสามเดือน มีผู้ติดเชื้อกว่า 2 พันคน และผู้ป่วยเสียชีวิตต่อเนื่อง ล่าสุดมีเรื่องน่ายินดีเมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า ขณะเดียวกันก็เริ่มมีความหวังเรื่องการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19

ในหลวงทรงชื่นชมทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีกระแส พระราชดำรัสชื่นชมผลการปฏิบัติงานของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหาร เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุข จิตอาสา ตลอดจนภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนที่ร่วมกันทำงานอย่างหนัก ด้วยความอดทน เสียสละ ร่วมมือกันจนทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับเป็นที่น่าพอใจ พร้อมกับพระราชทานกำลังใจให้ทุกคนหากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ประสงค์ให้พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเพิ่มเติม ขอให้กราบบังคมทูลได้ตลอดเวลา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ดีใจผู้ป่วยรายใหม่ลดลงอีก

ต่อมาเมื่อเวลา 12.30 น.ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อภายในประเทศประจำวันว่าถือเป็นข่าวดีที่ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ลดลงมาต่อเนื่อง คือมีเพียง 28 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่กลับมาจากอินโดนีเซีย 3 ราย แยกเป็นอยู่ในศูนย์กักกันตัวของรัฐที่ จ.สตูล 2 ราย และยะลา 1 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 2,579 ราย มีผู้หายป่วยกลับบ้านเพิ่มอีก 70 ราย รวมสะสม 1,288 ราย การมีผู้หายป่วยมากกว่าผู้ป่วยรายใหม่ ทำให้เตียงเพียงพอในการดูแลรักษาผู้ป่วย ข่าวเด่นวันนี้

น่าห่วงคนตายอายุต่ำกว่า 60 ปี

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รวมเสียชีวิตสะสม 40 ราย โดยผู้เสียชีวิตรายที่ 39 เป็นชายไทย อายุ 56 ปี มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนใน จ.สมุทรปราการ วันที่ 14 มี.ค. มีอาการไข้ 38 องศา หายใจหอบเหนื่อย แพทย์สงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ จึงส่งตรวจไข้หวัดใหญ่เอและบี รวมทั้งโควิด-19 ผลตรวจไข้หวัดใหญ่เป็นลบ แต่ยืนยันเป็นโควิด-19 ต่อมาวันที่ 23 มี.ค.มีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้นใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิตวันที่ 12 เม.ย. ส่วนรายที่ 40 เป็นชายไทย อายุ 43 ปี เป็นพนักงานบริษัท มีโรคประจำตัวเบาหวาน ไตวายเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูง เริ่มป่วยวันที่ 23 มี.ค.มีอาการไข้สูง 39.4 องศา ไอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อย ถ่ายเหลว วันที่ 31 มี.ค.เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนใน กทม. แพทย์รักษาแล้วให้กลับบ้าน แต่วันที่ 5 เม.ย. อาการไม่ดีขึ้น เข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งเดิม แพทย์วินิจฉัยพบปอดติดเชื้อ และตรวจพบเชื้อโควิด-19 ต่อมาวันที่ 9 เม.ย.อาการแย่ลง หอบเหนื่อยมากขึ้น ความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดลดลง หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตวันที่ 11 เม.ย.ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยเสียชีวิตทั้งสองรายอายุไม่ถึง 60 ปี เราจำเป็นต้องรวบรวมรายละเอียดคนกลุ่มนี้มาบอกให้ประชาชนรับทราบ เพื่อเรียนรู้อาการต่างๆเป็นอย่างไร และเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไป

ตรวจเจาะจงกลุ่มได้ผลดีกว่า

นอกจากนี้ นพ.ทวีศิลป์กล่าวถึงยอดผู้ป่วยต่อจำนวนประชากรในจังหวัด สูงที่สุดยังเป็น จ.ภูเก็ต จึงต้องดูมาตรการของ จ.ภูเก็ต ในการแก้ปัญหา จะพบว่าผู้ป่วยเกินร้อยละ 50 มีอาการเกิน 3 วันแล้วจึงไปตรวจโควิด-19 ทำให้การแพร่กระจายเชื้อสูง แต่ตัวผู้ป่วยรายใหม่วันนี้มีเพียง 6 คน แนวโน้มค่อยๆ ลดลง จึงต้องนำบทเรียนมาเรียนรู้จะพบว่าต้องติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยให้ครบถ้วน และต้องกักกันตัวในสถานที่ของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากยังกักตัวที่บ้านตัวเองจะยังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในพื้นที่เจาะจงจะได้ประสิทธิภาพมากกว่าหว่านตรวจประชากรทั้งจังหวัด อย่างที่ จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 5-10 เม.ย. โรงพยาบาลป่าตอง ตรวจ 1,712 ราย พบผู้ติดเชื้อ 9 ราย โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ตรวจ 763 ราย พบผู้ติดเชื้อ 2 ราย โรงพยาบาลถลาง ตรวจ 337 ราย ไม่พบผู้ติดเชื้อเลย แต่ที่ รพ.สต.เชิงทะเล ตรวจแค่ 103 ราย แต่เจอ 5 ราย ทำให้เห็นการตรวจในพื้นที่เฉพาะเจาะจงทำให้ได้ผลมากกว่า ดังนั้นที่ว่าประเทศไทยตรวจน้อยเลยพบน้อยนั้น ขอให้ดูกรณี จ.ภูเก็ต เป็นคำตอบให้กับคำถามดังกล่าว

มั่นใจแล็บตรวจเชื้อมีเพียงพอ

ต่อมาที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มเติมว่าการตรวจหาสารพันธุกรรมจากคอ จมูก ทางเดินหายใจ ถือเป็นมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ขยายขีดความสามารถในการพัฒนา 1 จังหวัด 1 แล็บ 100 ห้องปฏิบัติการ ให้สามารถตรวจได้วันละ 20,000 ตัวอย่าง โดยเป็นความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ขณะนี้เปิดได้แล้ว 93 ห้องปฏิบัติการและคาดว่าจะได้เกิน 100 ห้อง คาดว่าการตรวจที่เป็นมาตรฐานจะไม่ขาดแคลน โดยกระทรวงสาธารณสุขมี 46 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป 23 แห่ง ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 15 แห่ง ที่เหลือเป็นของกรมการแพทย์และสถาบันการแพทย์ ส่วนเอกชนมี 28 แห่ง อยู่ที่ กทม.และปริมณฑล 22 แห่ง และต่างจังหวัด 6 แห่ง และของหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย 19 แห่ง ดังนั้นมั่นใจว่าการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการจะเพียงพอ พร้อมยืนยันการจัดหายาและเวชภัณฑ์ ภาคเอกชนดำเนินการจัดหากันเอง ภาครัฐไม่ได้ให้การสนับสนุน ส่วนที่ระบุว่าจะมีการตั้งงบประมาณหลายพันล้านบาท เพื่อพัฒนาซื้อเครื่องตรวจก็ไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับที่มีการระบุเรื่องการทุจริต 30-40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้กับนักการเมืองก็ไม่เป็นความจริง เพราะการทำห้องแล็บเกือบ 100 ห้อง ยังไม่เคยของบกลางเลย ส่วนใหญ่เป็นงบของส่วนราชการแต่ละแห่งจัดขึ้นเอง

เร่งพัฒนาวัคซีนต้นแบบ

“จากการดำเนินการตรวจทั้งภาครัฐและเอกชนถึงวันที่ 10 เม.ย.ได้มีการตรวจไปแล้ว 100,498 ตัวอย่าง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาวันที่ 4-10 เม.ย. ตรวจไป 16,490 ตัวอย่าง ส่วนเรื่องวัคซีน ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับหลายหน่วยงานศึกษาวิจัยนั้น ยังอยู่ในขั้นของการตรวจวัคซีนต้นแบบเพื่อทดสอบประสิทธิภาพ ซึ่งขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพเป็นเรื่องยาก เพราะต้องมีการให้วัคซีนจริง และหลอก ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย แต่เรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น” นพ.โอภาสกล่าว

เตรียมเตียงรับผู้ป่วยเหลือเฟือ

ด้าน นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงการจัดสรรเตียงรองรับผู้ป่วย ขณะนี้มีโรงพยาบาลเข้าร่วมทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 105 แห่ง ทำให้มีเตียงทั้งสิ้น 1,978 เตียง โดยแบ่งเป็นเตียงรองรับผู้ป่วยหนัก ผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากหรือปานกลาง และเตรียมหอผู้ป่วยเฉพาะกิจรองรับผู้ป่วยที่ดีขึ้น โดยหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ ซึ่งจากการประเมินพบว่ายังมีเตียงว่างประมาณ 1,000 เตียง ส่วนความร่วมมือนั้นกว่าร้อยละ 40 เป็นของเอกชน และถึงเดือน พ.ค.นี้จะมีเตียงรองรับผู้ป่วยหนักหรือเตียงไอซียู292 เตียง สำหรับในต่างจังหวัดได้มีการเตรียมไว้ในลักษณะเดียวกัน ส่วนผู้ป่วยหนักขณะนี้มีอยู่ประมาณ 40ราย

บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อพุ่ง

ขณะที่ นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังมีความจำเป็นมากที่จะต้องคงความเข้มข้นของมาตรการต่างๆไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กรณีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อมี 102 ราย ที่เพิ่มขึ้นเพราะมีการปรับนิยามเพื่อให้ตรวจจับบุคลากรที่ติดเชื้อได้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบกับทั้งบุคลากร และประชาชนเอง ทั้งนี้ ในจำนวนบุคลากรที่ติดเชื้อ พบว่าติดจากการดูแลรักษาผู้ป่วย 65 เปอร์เซ็นต์ ติดเชื้อจากชุมชนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือไม่สามารถระบุว่าติดเชื้อจากที่ไหน แยกเป็นพยาบาล 40 เปอร์เซ็นต์ แพทย์ 10 เปอร์เซ็นต์ ผู้ช่วยพยาบาล/ผู้ช่วยแพทย์ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นตำแหน่งหน้าที่อื่นๆ

อากาศชื้นทำเชื้ออยู่ได้นานขึ้น

นพ.ธนรักษ์ กล่าวอีกว่า ช่วงนี้ที่มีฝนตกหลายพื้นที่ ทั้งความชื้น และอากาศที่เย็นขึ้นทำให้เชื้อจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น สิ่งที่ประชาชนต้องทำยังเหมือนเดิมคือสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ใช้ช้อนกลางส่วนตัว หลีกเลี่ยงการไปในที่ที่คนเยอะๆ แต่ที่แนะนำเพิ่มเนื่องจากประชาชนต้องใช้หน้ากากชนิดผ้า มันจะมีความชื้น จึงขอให้สำรองหน้ากากผ้าไว้วันละหลายๆชิ้น ถ้าโดนฝน ละอองฝนแล้วหน้ากากชื้นขอให้เปลี่ยนใหม่ อย่าใช้ทั้งๆที่มีความชื้น

ยังควรปิดสนามมวย–แหล่งบันเทิง

เมื่อถามว่าตอนนี้ตัวเลขผู้ป่วยลงมาต่อเนื่อง เกือบเท่าสถานการณ์ก่อนปิดพื้นที่ เพราะฉะนั้นจะมีการผ่อนคลายให้พื้นที่ไหนพิเศษหรือไม่ นพ.ธน–รักษ์ กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ผู้ป่วยในประเทศไทยดีขึ้นค่อนข้างมาก แต่ยังต้องขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวง สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ส่วนเรื่องการผ่อนคลายมาตรการเข้มในบางพื้นที่นั้น ตรงนี้เริ่มๆจะผ่อนคลายไปบ้างแล้ว ดูเป็นบางพื้นที่ยังต้องปิดเด็ดขาดคือสถานที่ที่เอาคนไปรวมกลุ่มกันมาก เช่น สนามมวย สถานบันเทิง ส่วนพวกร้านค้า ร้านอาหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พิจารณาเปิดได้ แต่ต้องจัดการใหม่ เช่น การจัดโต๊ะต้องห่างกัน รวมถึงธนาคาร ซึ่งมีความสำคัญในขณะนี้อาจจะต้องพิจารณาจัดเว้นระยะห่างของตู้เอทีเอ็มเพิ่มเติม จากที่เคยวางติดกัน ก็ต้องเพิ่มความห่าง

เล็งพิจารณาการเดินทางข้ามจังหวัด

ส่วนการเข้มงวดเดินทางข้ามจังหวัดนั้น นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นพื้นที่ หากการเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด ต้องมีการกักตัวอย่างเข้มข้น 14 วัน ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีการระบาดไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดก็ต้องทำเรื่องการเว้นระยะห่าง ส่วนกรุงเทพฯ ตามประกาศของผู้ว่าฯ ที่มีผลถึงสิ้นเดือน เม.ย.คิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่มีการขยายเวลาเพิ่มเติม แต่การกลับมาใช้ชีวิต ต้องมีระยะห่าง และยังย้ำเสมอคือการทำงานที่บ้าน การเหลื่อมเวลาทำงาน การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ กินร้อน ช้อนกลางส่วนตัว ต้องทำเข้มข้นเหมือนเดิม

ความหวังทั้งมวลอยู่ที่วัคซีน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ภก.นรภัทร ปีสิริกานต์ รกน.ผอก.ผลิตวัคซีนจากไวรัส องค์การเภสัชกรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Norapath Tong Pesirikan เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 โดยระบุข้อความว่า 1.WHO ฉบับล่าสุดประกาศรายชื่อ official vaccine candidate (4/4/2563) ทั้งสิ้น 62 Candidates เพิ่มขึ้นจาก 44 candidates ณ วันที่ 29/3/63 ในจำนวน 62 candidates นี้มี 2 ตัวที่อยู่ระหว่างการทดสอบในมนุษย์เฟส 1 คือ บ. Moderna, สหรัฐฯ และ Cansino biological, จีน เช่นเดิม ส่วนที่เหลืออีก 60 candidates อยู่ระหว่างทดสอบในสัตว์ หรือทดสอบในสัตว์เสร็จแล้ว และถ้านับรวม candidates ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการจะมีกว่า 115 candidates!! 2.ในเดือนเม.ย.63 นี้ มีอีก 2 บริษัทประกาศนำวัคซีนเข้าทดสอบในมนุษย์เพิ่มเติมคือ บ.Inovio, สหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

น่าห่วงกลายเป็นเชื้อประจำถิ่น

ทั้งนี้ ดร.ภก.นรภัทร ระบุรายละเอียดของการทดสอบวัคซีน Covid-19 ของ บ.Inovio, สหรัฐฯ ที่สรุปได้ว่าคืบหน้าไปพอสมควร และมีความเป็นไปได้ว่าองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ จะพิจารณาอนุมัติทะเบียนวัคซีนแบบฉุกเฉิน (emergency use) ภายในปี 2564 ซึ่งจะทำให้วัคซีนออกสู่ตลาดเร็วขึ้นกว่าปกติ ขณะที่จากรายละเอียดการทดสอบของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด Oxford University นั้น เบื้องต้นการศึกษาด้านความปลอดภัยจะเสร็จสิ้นภายใน ต.ค.63 และทยอยประกาศผลการศึกษาด้านอื่นๆ ภายใน พ.ค.64 นอกจากนี้ ดร.ภก.นรภัทร ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า COVID-19 ที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นเชื้อประจำถิ่นในอนาคต ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง วัคซีนจึงเป็นความหวังปลายอุโมงค์เพียงหนึ่งเดียวที่จะป้องกันโรค และเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลแต่ละประเทศมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวัคซีนอย่างจริงจัง หรืออย่างน้อยต้องสร้าง technology platform ของวัคซีนให้เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้ เพราะท้ายสุดแล้ว ก็เชื่อว่า COVID-19 เองคงไม่ใช่ไวรัสตัวสุดท้ายที่จะระบาดอย่างแน่นอน

ศิริราชใช้เอไอวิเคราะห์ปอดผู้ป่วย

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีเอสได้ร่วมมือกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย (จำกัด) ส่งมอบโซลูชันผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผสานพลังเทคโนโลยีเครือข่าย 5 จี เพื่อใช้รายงานผลตรวจโควิด-19 ให้กับโรงพยาบาลศิริราชได้อย่างอัตโนมัติ รวดเร็ว และแม่นยำ ผ่านเครือข่ายความเร็วสูง โดยโรงพยาบาลศิริราช ได้นำระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์ตัวอย่างผลการเอกซเรย์ปอดของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 20,000 กว่าคน เมื่อมีการทำ CT scan ปอดของคนไข้ระบบจะนำผลจากการเอกซเรย์มาเทียบเคียงกับตัวอย่างภาพเอกซเรย์ปอด 20,000 กว่าตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 กว่า 4,000 ราย เพื่อวิเคราะห์ วินิจฉัยเบื้องต้นว่าคนไข้มีความเสี่ยงที่จะเป็นไวรัสโควิด-19 มากน้อยเพียงใด จะช่วยลดความเสี่ยงให้บุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากการทำ CT Scan เพื่อคัดกรองเบื้องต้น ทำให้แพทย์ไม่ต้องสัมผัสกับคนไข้ เมื่อคัดกรองแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูง จึงค่อยเข้าสู่กระบวนการตรวจสารคัดหลั่ง ซึ่งจะใช้เวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมงในการยืนยันผล

ขสมก.ยันกักตัว 9 ผู้ใกล้ชิดแล้ว

วันเดียวกัน นายสุระชัย เอี่ยมวชิระสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยอมรับว่า พนักงานรถเมล์สาย 140 เป็นคนขับรถเมล์ ขสมก.ที่ป่วยด้วยโควิด-19 เสียชีวิตแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า โดยพนักงานขับรถคนดังกล่าวมา ปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-3 เมษายน และมีวันหยุด 2 วันในช่วงเวลานั้น ซึ่งในวันที่ 3 เมษายน ตรวจพบอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ จึงส่งตัวไปตรวจที่ รพ.พระปิ่นเกล้าและพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จึงเข้ารักษาทันที พร้อมกับตรวจสอบไทม์ไลน์ของพนักงานที่ใกล้ชิดจำนวน 18 คน ในจำนวนนี้แพทย์ระบุว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง 9 คน จึงให้กักตัวอยู่ที่บ้าน ส่วนอีก 9 คน แพทย์รับรองว่าไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบพนักงาน ทั้งหมด พบว่าสภาพร่างกายยังปกติ อย่างไรก็ตามได้สั่งให้หยุดใช้รถเมล์คันดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน และฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว ส่วนการเยียวยาพนักงานที่เสียชีวิต อาจต้องพิจารณา เนื่องจากประกันโควิด-19 ที่ ขสมก.ทำให้พนักงานจะเริ่มคุ้มครองวันที่ 7 เมษายน แต่พนักงานติดเชื้อและเสียชีวิตไปเสียก่อน

ยะลาติดเชื้อเพิ่มไม่หยุด

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ในภูมิภาคต่างๆ วันเดียวกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดล่าสุดว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 3 ราย รายแรกเป็นเด็กชายวัย 4 ขวบ อยู่ต.ถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา อยู่บ้านเดียวกับพาหะที่ไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ศูนย์ฮัลเกาะห์พงยามู หมู่ 3 ต.บันนังสตา ชายวัย 59 ปี ชาวบ้านสันติ 2 ต.แม่หวาด อ.ธารโต ติดเชื้อมาจากคนในหมู่บ้าน รายที่ 3 เป็นกลุ่มดาวะห์กลับจากประเทศอินโดนีเซีย อยู่ระหว่างกักตัวที่ศูนย์สังเกตอาการโรคโควิด-19 อ.เมืองยะลา มีผู้ป่วยสะสมรวม 85 ราย

ส่งกลับบ้าน นศ.ไทยมาจากปากีสถาน

สถานที่สังเกตการณ์เริ่มป่วย (Local Quarantine) ที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ต.สะเตง อ.เมืองยะลา นายวรเชษฐ พรมโอภาษ รอง ผวจ.ยะลาและคณะ ร่วมส่งนักศึกษาชายหญิงเดินทางกลับจากประเทศปากีสถานจำนวน 17 คน หลังกักตัวสังเกตอาการจนครบ 14 วัน ไม่พบอาการผิดปกติ โดยแนะนำให้กลับไปสังเกตอาการต่อที่บ้าน โดยให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล หรือผู้นำชุมชน เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อโดยเคร่งครัด ส่วนที่ศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดจังหวัดนราธิวาส นายเอกรัฐ หลีเส็น ผวจ.นราธิวาส ร่วมส่งนักศึกษาปากีสถาน 75 คน และกลุ่มดาวะห์ 1 คนกลับบ้านหลังกักตัวสังเกตอาการครบ 14 วัน เช่นเดียวกับกลุ่มนักศึกษาไทยกลับจากปากีสถาน 61 คน กักตัวที่ หอพัก 7 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จนครบกำหนดถูกส่งกลับภูมิลำเนาแล้ว

จัดที่กักตัวรับคน จชต.คืนถิ่น

ด้าน พล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวถึงมาตรการเตรียมรับคนไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับประเทศ ว่า กอ.รมน.ภาค 4 สน.จัดเตรียมพื้นที่ควบคุมโรค ทั้งหมด 67 แห่ง จำนวน 2,495 ห้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานข้อมูลกับกระทรวงต่างประเทศ สถานทูต กงสุลประเทศปลายทาง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของจังหวัดในพื้นที่รองรับ ประเมินเบื้องต้นจะมีคนไทยที่ตกค้างในมาเลเซียเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด รองลงมาคืออินโดนีเซีย และอินเดีย มีความพร้อมรับคนเข้ามาแต่ละวันจาก 3 ด่าน รวมประมาณ 300 คน นอกจากนั้นยังมีกลุ่มคนที่เดินทางข้ามไปข้ามมาตามช่องทางธรรมชาติ หรือคนที่หลบหนีเข้าเมือง ต้องเฝ้าระวังและหามาตรการควบคุมการแพร่กระจายเช่นกัน

ญาติตาวัย 74 ติดเชื้ออีก 4 คน

ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ. เปิดเผยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 4 ราย เป็นญาติคุณตาวัย 74 ปี เสียชีวิตจากโควิด-19 ซึ่งผู้ติดเชื้อทั้ง 4 คน ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลการตรวจเชื้อกลุ่มเสี่ยงสูงที่สัมผัสผู้เสียชีวิตรายดังกล่าว ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัย 5 คน เจ้าหน้าที่ รพ.บางขัน ที่แรกรับตัวผู้ป่วยที่เสียชีวิตปรากฏว่าไม่พบเชื้อ ส่วนผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่เหลือเจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ติดเชื้อจากผู้ป่วยห้องเดียวกัน

ส่วนที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุข จ.ชุมพร นายวิบูลย์ รัตนาภรวงศ์ ผวจ.ชุมพร แถลงพบผู้ ติดเชื้อรายที่ 4 ของจังหวัด เป็นหญิง อายุ 63 ปี อยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรคเนื่องจากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อรายที่ 2 โดยผู้ติดเชื้อรายที่ 4 เข้ารักษาตัวที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ด้วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในช่องปอด จนอาการทุเลานอนพักฟื้นห้องคนไข้รวมตึกอายุรกรรมหญิงห้องเดียวกับผู้ติดเชื้อรายที่ 2 ซึ่งเข้ารักษาตัวด้วยอาการไข้ และโรคประจำตัว แต่ผลตรวจทราบภายหลังว่าติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ผู้ติดเชื้อรายที่ 4 รวมทั้งผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อรายที่ 2 ประมาณ 70 คนถูกกักตัวสังเกตอาการ กระทั่งผลตรวจยืนยันว่าติดเชื้อดังกล่าว

เลิกใช้ห้องอิรวดีกักตัวกลุ่มเสี่ยง

ด้าน นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง เปิดเผยกรณีชาวชุมชนลำปํา ต.ลำปํา อ.เมืองพัทลุง รวมตัวคัดค้านการใช้ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนเทศบาลเมืองพัทลุง (ห้องพักรับรองอิรวดี) เป็นที่กักกันตัวชาวพัทลุงที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ว่า ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนาโควิด-19 จ.พัทลุง ที่ประชุมได้มีมติให้ยกเลิกการใช้ศูนย์ดังกล่าวเป็นที่กักตัว เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และได้ทำหนังสือแจ้งนายสุเมธ บุญยก นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง แล้ว

จนท.รพ.เลย ติดเชื้อจากเพื่อน

วันเดียวกัน ห้องประชุมภูเรือ ศาลากลางจังหวัดเลย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ.เลย ร่วมกับ นพ.ยอดลักษณ์ สัยลังกา รอง สสจ.เลย นพ.ชุมนุม วิทยานันท์ ผอ.รพ.เลย ร่วมแถลงสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสรายที่ 5 เป็นเพศหญิง อายุ 57 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของ รพ.เลย เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อรายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ รพ.เลย โดยนั่งประทานอาหารโต๊ะเดียวกันห่างกันราว 1 เมตร และไม่ได้ปกปิดใบหน้าและสวมใส่หน้ากากอนามัย ขณะนี้รักษาตัวที่ รพ.เลย

กักตัว 160 คนไทยจากไทเป–เกาหลี

ส่วนที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 3 อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เมื่อช่วงบ่าย มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ในวันที่ 14 เม.ย.มีกลุ่มคนไทยที่ตกค้างที่สนามบินเถาหยวน กรุงไทเป ไต้หวัน จำนวน 25 คน และคนไทยที่เป็นแรงงานผิดกฎหมายในประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 135 คน เดินทางด้วยสายการบิน EVA AIR และสายการบินเจจูแอร์ เดินทางมาลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 11.10 น.และเวลา 21.00 น. ตามลำดับ ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินฯ ปรับการบริหารจัดการตั้งแต่ลงเครื่องไปจนถึงพาตัวไปเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังโรคที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท เป็นเวลา 14 วัน ส่วนกรณีกองทัพสหรัฐอเมริกาจัดเที่ยวบินพิเศษ สายการบินเดลต้าแอร์ไลน์ มารับคณะทหารอเมริกันที่มาฝึกอยู่ในประเทศไทย ที่สนามบินอู่ตะเภา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรีนั้น ยังไม่มีกลุ่มนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนชาวไทย เดินทางกลับมาด้วย

มหด.904 มอบ 1,500 ชุดพีพีอี

ที่ บก.ตร.มหด.รอ.904 (โชคชัยสี่) พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ชก.ได้ทดสอบชุดป้องกันการติดเชื้อ หรือ PPE พร้อมอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ทั้งแว่นตา หน้ากากอนามัยก่อนเตรียมจัดส่งให้กับโรงพยาบาลที่มีการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 กว่า 100 แห่งทั่วประเทศในรอบแรกกว่า 1,500 ชุด นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ จำนวนหนึ่ง โดยจะแบ่งสัดส่วนส่งให้โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครมูลนิธิต่างๆอีกด้วย ขณะที่ พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เผยว่า ชุดป้องกันการติดเชื้อ หรือ PPE กว่า 1 หมื่นชิ้นที่ได้สั่งจากประเทศจีนกำลังทยอยนำเข้ามาเพื่อมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน นอกจากนี้ของบางส่วน เช่น เจลแอลกอฮอล์ และแอลกอฮอล์ ได้รับบริจาคจากบริษัทเอกชนและประชาชนมามอบให้เพื่อให้กองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 (บก.ตร.มหด.รอ.904) เป็นตัวแทนในการส่งมอบอีกด้วย ที่ผ่านมาได้ส่งมอบหน้ากากอนามัย ถุงมือ ชุดป้องกันที่ไว้สำหรับคัดกรองผู้ป่วยบางส่วนให้กับโรงพยาบาลไปแล้วกว่า 80 แห่ง แล้วจะส่งสมทบเพิ่มเติมไปให้อีกครั้ง

 

 

ที่มา:  www.thairath.co.th

ติดตาม ข่าวเด่นวันนี้ ได้ที่เว็บไซต์  www.siam-newspost.com

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *