เปิดสาเหตุ อสส.สั่งฟ้อง บอส พร้อมหลักฐานใหม่ ยืนยันทำตามสำนวน!

เปิดสาเหตุ อสส.สั่งฟ้อง บอส พร้อมหลักฐานใหม่ ยืนยันทำตามสำนวน!

อัยการแถลง เนตร นาคสุข สั่งไม่ฟ้องถูกตามระเบียบ พิจารณาจากสำนวนที่มี พร้อมรับฟังความเห็น หลักฐานใหม่ เพื่อสั่งฟ้อง “บอส อยู่วิทยา”

 

 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ส.ค. ข่าวเด่นวันนี้ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา น.ส.เสฏฐา เธียรพิลากุล อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี “นายวรยุทธ อยู่วิทยา”

นายประยุทธ เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน จากนั้นได้พิจารณาความเห็นและคำสั่งของนายเนตร นาคสุข แล้วมีความเห็นว่า นายเนตร นาคสุข ได้มีความเห็นและคำสั่งคดีนี้ ไปตามพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและสอบสวนเพิ่มเติมซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ได้นำพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือที่ไม่ได้ปรากฏในสำนวนการสอบสวนมาสั่งคดี หรือเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งคดีไปตามอำเภอใจ

รวมทั้งมีเหตุผลประกอบตามสมควร และภายหลังที่มีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ได้มีการเสนอสำนวนให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อพิจารณาอันเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลการสั่งคดีของพนักงานอัยการ ซึ่งต่อมาผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว คณะทำงานเห็นว่าการสั่งคดีของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว

แม้คดีนี้จะมีคำสั่งเสร็จเด็ดขาดไม่ฟ้อง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ในข้อหาขับรถ โดยประมาทเฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว คณะทำงานตรวจพบว่า คดียังไม่ถึงที่สุด กล่าวคือ เมื่อมีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ก็สามารถสอบสวนต่อไปได้

โดยคณะทำงานมีความเห็นว่า คณะทำงานตรวจพบในสำนวนสอบสวนมีการตรวจเลือดของนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 ในวันเกิดเหตุ และพบสารประเภท Cocaine (โคเคน) ในเลือด แต่พนักงานสอบสวน ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 Cocaine (โคเคน) ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58 ประกอบกับมาตรา 91 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 6 เดือนถึง 3 ปี (อายุความตามกฎหมาย 10 ปี)

ส่วนยาเสพติดมีการเจาะไปตรวจพร้อมๆ กัน โดยพบสารที่น่าสนใจ 2 ตัว เบนซอยเรกโคนีน ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่ใช่ยาเสพติด แต่เป็นปฏิกิริยาที่จะพบในร่างกายเมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาจากโคเคน ซึ่งจะเกิดหลังได้รับโคเคน ส่วนสารอีกตัว โคคาเอสทาลีน จะพบสารนี้ถ้าเสพโคเคนพร้อมแอลกอฮอล์ หากเป็นโคเคน เป็นยาเสพติดประเภท 2 แต่สาร 2 ตัวนี้ไม่ใช่ยาเสพติด แต่สามารถยืนยันได้ว่ามีการเสพโคเคนหรือไม่ หมอชี้แจงว่า ยืนยัน 100% ไม่ได้ อาจเกิดผลบวกลวง หากตรวจไม่ถูกต้อง หรือ เสพสารบางประเภท อย่างแอมมอกซี่ ก็สามารถให้ผลเช่นนั้นได้ โดยขณะนั้นมีทันตแพทย์ยืนยันว่าก่อนเจาะเลือดได้ให้แอมมอกซี่ ระหว่างรักษาฟัน ซึ่งทำให้เจ้าของสำนวนจึงไม่ได้ดำเนินคดีเรื่องสารเสพติด โดยพนักงานอัยการไม่เห็นด้วยและเสนอว่า ให้มีการตรวจสอบต่อไป

 

 

ส่วนในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว อันเป็นผลให้คำสั่งไม่ฟ้องเสร็จเด็ดขาดตามกฎหมาย และห้ามมิให้ทำการสอบสวนอีกก็ตาม แต่ปรากฏพยานหลักฐานสำคัญ คือ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ

ดร.สธน ได้ให้ข้อเท็จจริงผ่านสื่อว่า ขณะเกิดเหตุ ดร.สธนฯ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้กับกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเกิดเหตุคดีนี้ได้รับการประสานงานจาก พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น ให้ไปร่วมตรวจที่เกิดเหตุ และดูกล้องวงจรปิด วัตถุพยาน ที่บันทึกภาพรถของผู้ต้องหาที่ 1 พร้อมกับคิดคำนวณความเร็วของรถที่แล่นไปขณะเกิดเหตุ

โดย ดร.สธนฯ ได้ทำรายงานการคิดคำนวณส่งให้กับกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อใช้ประกอบคดีโดยยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุรถของผู้ต้องหาที่ 1 แล่นไปด้วยความเร็วประมาณ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน

นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงผ่านสื่อ จากการให้สัมภาษณ์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ให้ข้อเท็จจริงผ่านสื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน คิด คำนวณ หาความเร็วของรถ และตนได้คิด คำนวณ พร้อมกับให้ความเห็นทางวิชาการว่า ขณะเกิดเหตุ รถที่ผู้ต้องหาขับขี่ไปน่าจะมีความเร็วไม่ตำกว่า 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่ง ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ และเป็นพยานสำคัญที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 ทั้งสองประเด็นดังกล่าว คณะทำงานจึงมีความเห็นและนำกราบเรียนอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา แจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ต่อไป

ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี คณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี เปิดเผยว่า นายจารุชาติ พยานที่เพิ่งเสียชีวิต ได้ให้การหลักเกิดเหตุ 5 วัน บอกลักษณะการเกิดเหตุ แต่ไม่ได้บอกความเร็ว ซึ่งหากชน 177 ต้องแหลกกว่านี้ แต่ไม่ใช่การชนที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าลากศพไปต้องมีความเละกว่านี้ ซึ่ง อสส.ยินดีรับฟัง

และหากมีการให้ข้อเท็จจริงของพยานปากหนึ่ง คือ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสำนวนตั้งแต่ต้น จะสบายใจมากกว่านี้ นอกจากนี้ เมื่อมีความเห็นแย้งจึงมีการสอบนายจารุชาติ เพิ่มเติมครั้งที่สอง ได้บอกว่า ตนเองขับรถอยู่ที่ประมาณ 60-70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนที่บอกว่า ไม่มีรอยเบรกเพราะระบบ ABS จะไม่สร้างรอยเบรก ทั้งหมดเราได้พยายามดูทุกมุมว่าพยานหลักฐานปรากฏแบบใด

 

 

 

 

 

ที่มา: www.khaosod.co.th

ติดตาม ข่าวเด่นวันนี้ ได้ที่เว็บไซต์ www.siam-newspost.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *